เครื่องอัดอากาศหรือปั๊มลมแบบใดที่คุณต้องการ?

การลงทุนเลือกซื้อเครื่องอัดอากาศหรือปั๊มลม (air compressors) สักเครื่องนั้นสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขนาดและราคา คุณควรเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ เพื่อให้เครื่องอัดอากาศทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคุณควรพิจารณาในเรื่องของปริมาณรวมทั้งแรงดันที่ต้องใช้งานจริง  และเพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางให้คุณได้ตัดสินใจก่อนเลือกลงทุน เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับเครื่องอัดอากาศหรือปั๊มลมทั้งสองประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ทั้งเครื่องอัดอากาศหรือปั๊มลมแบบสกรูและแบบลูกสูบ  แบบไหนเหมาะกับธุรกิจคุณที่สุด?

1. ความต้องการอากาศของคุณเป็นแบบไหน?

คำถามแรกที่คุณต้องถามตัวเองเมื่อจะทำการออกแบบระบบอัดอากาศคือความต้องการอากาศอัด ปริมาณอากาศอัดที่คุณต้องการใช้งาน ณ จุดจ่าย  ในกรณีที่ระบบของคุณมีจุดจ่ายหลายจุดจำเป็นต้องพิจารณาว่าส่วนประกอบของระบบแต่ละส่วนจะทำงานอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระบบต้องสลับกันทำงานหรือถ้าทำงานพร้อมกัน หากคุณปริมาณอากาศที่ต้องการใช้งานในระบบคงที่เหมาะสมแล้ว คุณจะสามารถคำนวนความต้องการอากาศอัดที่จะใช้งานได้

เมื่อพูดถึงความต้องการอากาศอัด เรามักจะนึกถึงคำว่าอัตราการไหลของอากาศ (air flow) หรือ Free Air Delivery (FAD) ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่คุณใช้งาน โดย FAD นั้นสามารถวัดได้ทั้งเป็นแบบลิตรต่อวินาที (l / s) แบบลูกบาศก์ฟุตต่อนาที (cfm) หรือลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง (m3 / h) เมื่อคุณต้องการจ่ายอากาศให้เพียงพอกับการใช้งานเฉพาะด้าน  สิ่งสำคัญคือต้องคำนึงถึงการไหลของอากาศ (CFM) ที่คุณต้องการ ณ แรงดันเฉพาะขณะนั้น (PSI) ที่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการทำงานอย่างถูกขั้นตอน ซึ่งคุณจะพบแรงดันที่สูงขึ้นในส่วนที่สอง

หากต้องการทราบว่าจริงๆ แล้วอัตราการไหลทั้งหมดของคุณควรเป็นเท่าใด คุณสามารถดูได้จาก datasheet ของอุปกรณ์ที่ใช้อากาศชนิดนั้นๆ และดูว่า FAD ต้องการค่าเท่าใด แต่มีวิธีที่ดีกว่านั้น นั่นก็คือทำการตรวจสอบระบบอัดอากาศของคุณ ซึ่งสามารถทำได้โดยผู้เชี่ยวชาญ  โดยขนาดของเครื่องอัดอากาศเองก็มีผลต่อประสิทธิภาพและอายุการใช้งานในระยะยาว เครื่องอัดอากาศหรือปั๊มลมที่มีขนาดเล็กเกินไปจะส่งผลให้แรงดันลดลง (pressure drop) จนทำให้ไม่สามารถเดินเครื่องได้ ในทางกลับกันหากเครื่องอัดอากาศหรือปั๊มลมมีขนาดใหญ่เกินไป จะทำให้เครื่องเกิดปัญหาได้ในอนาคต และกินพลังงาน

2. แรงดันที่คุณใช้งานจริง

การทำงานของเครื่องจักรหรืออุปกรณ์บางชนิดนั้นไม่ได้ใช้แรงดันเท่ากัน  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาว่าอุปกรณ์ใดในระบบอัดอากาศต้องการแรงดันขณะใช้งานสูงสุด  จากนั้นจึงกำหนดแรงดันขณะที่เครื่องทำงาน โดยปกติแรงดันจะวัดเป็นปอนด์ต่อตารางนิ้ว (psi) หรือบาร์ (หน่วยวัดความดันแบบเมตริก) แต่โดยทั่วไปค่าแรงดันขณะที่เครื่องอัดอากาศหรือปั๊มลมทำงานควรสูงกว่าที่คุณต้องการใช้งานจริงประมาณ 1-2 บาร์เนื่องจากจำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องแรงดันที่ลดลงจากเครื่องทำลมแห้ง ตัวกรองและการวางท่อลงไปในระบบอัดอากาศด้วย เพื่อให้คุณได้เห็นภาพ ลองพิจารณาถึงเครื่องอัดอากาศหรือปั๊มลมแรงดันต่ำและแรงดันสูง  ซึ่งเครื่องอัดอากาศแรงดันต่ำจะสามารถจ่ายอากาศได้ที่แรงดัน 4-13 บาร์  ในขณะที่เครื่องอัดอากาศแรงดันสูงจะสามารถระบายอากาศที่แรงดันสูงถึง 400 บาร์ (บางครั้งก็สูงกว่า) 

3. แล้วควรเลือกใช้เครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบ (piston compressor) หรือแบบสกรู (screw compressor)?

การเลือกซื้อเครื่องอัดอากาศเรามักจะเลือกซื้อจากเครื่องอัดอากาศเดิมที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น การอิงตามแบรนด์เดิม ประเภทเดิม หรือ ชนิดเดิมที่มีอยู่ โดยมากผู้ขายมักจะเสนอเครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบ (piston compressor) ไม่ก็แบบสกรู (screw compressor) ให้คุณ  แต่การใช้งานของเครื่องอัดอากาศทั้งสองประเภทนี้นั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วย  ไม่ว่าจะเป็นปริมาณลมที่คุณต้องใช้ ลักษณะการใช้งาน ความต่อเนื่องหากการใช้งานของคุณมีการใช้อากาศอัดเป็นเวลาสั้น ๆ (ไม่ต่อเนื่อง) ตัวอย่างเช่น ธุรกิจบริการยางรถยนต์และเติมลมควรเลือกใช้เครื่องอัดอากาศแบบ์ลูกสูบก็เพียงพอ  หากการทำงานที่ต้องใช้อากาศอัดอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องใช้เครื่องอัดอากาศแบบสกรู แต่ถ้าระบบของคุณต้องการจ่ายลมอัดอย่างต่อเนื่องโดยมีปริมาณการใช้ที่ไม่สม่ำเสมอคุณควรพิจารณาเครื่องอัดอากาศหรือปั๊มลมสกรูแบบปรับความเร็วรอบมอเตอร์ได้  (variable speed drive) ให้คุณลองพิจารณาดูทั้งสองประเภทอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจเลือกลงทุนทั้งข้อดีและข้อเสียของเทคโนโลยีทั้งสอง